ถือเป็นความโชคดี(อีกครั้ง)

เป็นอีกครั้งที่ใช้ช่วงเวลาของการรอคอยอยู่ในร้านหนังสือ.. และถือเป็นอีกครั้งที่โชคเข้าข้าง ทำให้ได้พาหนังสือดีดีกลับมาที่บ้านอีกครั้ง ครั้งนี้เป็นหนังสือเล่มใหญ่กว่าปกติ สีเหลืองไร้ลวดลาย หน้าปกเรียบง่าย มีเพียงตัวอักษรตัวใหญ่ที่อ่านได้ว่า.. คิ ด ส ว น ท า ง

คิดยังไงถึงได้เรียกว่าสวนทาง(กับชาวบ้านเค้า) 555 นั่นคือแวบแรกที่อยากรู้
แต่ก็แปลกที่ไม่คิดจะลองเปิดเข้าไปอ่านเนื้อหาข้างใน ตัดสินใจซื้อเพียงเพราะข้อความข้อความเดียวที่อยู่บนปกหลังหนังสือ “ประเทศไทยต้องไม่เหมือนเดิม” โดนใจเต็มๆ

พอได้เปิดอ่านก็เจอเรื่องราวดีดีที่ผู้เขียนเล่าแนวความคิดและประสบการณ์ของตัวเค้าเองผ่านตัวหนังสือ เป็นเรื่องราวที่กระตุกความคิดของผู้อ่าน(อย่างฉัน) ได้อย่างน่าทึ่ง จนอดใจไม่ไหว คิด ณ ตอนนั้นเลยว่า.. อยากแบ่งปันเรื่องราวนี้ให้คนอื่นได้อ่านบ้างจัง
หลักธรรมชาติ

ตั้งแต่เริ่มทำงาน ผมมีหลักการในการทำงานที่คิดสวนทางกับชาวบ้าน หลักการของผมมีอยู่ 3 ข้อ
1. วิธีเลือกการเลือกที่ทำงาน ผมเลือกที่ที่ให้ผมมีโอกาสแสดงฝีมือ เป็นที่ที่ผมสามารถเปล่งแสงได้เต็มที่ ประการที่สองเลือกที่ทำงานที่ผมมีโอกาสในการเรียนรู้ การเรียนรู้มาจากเจ้านายที่เก่ง หรือองค์กรนั้นมีองค์ความรู้พิเศษอย่างหนึ่งที่พวกเขามีและคนอื่นไม่มี ส่วนเรื่องเงินเดือนป็นตัวประกอบ ไม่ใช่เป็นตัวเอก
และด้วยความเป็นแกะดำ ผมรักที่จะไปอยู่องค์กรเล็กๆ ที่กำลังก่อร่างสร้างตัว ผมชอบไปอยู่ที่อย่างนี้ เพราะงานมันท้าทายดี ผมชอบงานเข็นครกขึ้นภูเขา เพราะความท้าทายคือโอกาสในการพิสูจน์ฝีมือของผมว่ามีดีจริงหรือไม่ ถ้าไปอยู่องค์กรใหญ่ ทุกอย่างมันลงตัวหมดแล้ว มันเป็นการขับเคลื่อนด้วยระบบมากกว่าความสามารถส่วนตัว

ในยี่สิบกว่าปีแรก ผมตักตวงโอกาสในการเรียนรู้ และปีนภูเขามาหลายลูก เงินเดือนก็เพียงแต่ไม่ให้น่าเกลียด สุดท้ายสิ่งที่ผมได้คือ Wealth of knowledge ที่มีมูลค่ามหาศาล มันดียิ่งกว่าเงินเดือนเสียอีก
นี่เป็นข้อแนะนำเลยครับ มีลูกมีหลานให้พวกเขาเลือกทำงานลำบาก งานท้าทายที่คนไม่ชอบทำ นั่นคือมหาวิทยาลัยของชีวิตจริง
อย่าเลือกงานเพียงเพราะต้องการได้เงินเดือนสูงๆ
อย่าเลือกที่ทำงานเพราะบริษัทนั้นๆมีชื่อเสียง
อย่าเลือกงานเพียงเพราะต้องการความมั่นคงในชีวิต
เมื่อคุณปีนข้ามภูเขาสำเร็จ ค่าตัวคุณจะมีมูลค่ามหาศาล คราวนี้ Spotlight ของวงการจะส่องมาที่คุณ แล้วเงินทองจะไหลมาเทมา แบบที่คุณเก็บไม่ทัน

2.ตอนที่ผมเป็นพนักงานระดับล่าง ผมมักจะมีความพิศวงงงงวยกับวิธีการมอบหมายงานของพวกลูกพี่ทั้งหลาย งานที่ผมได้รับมอบหมายจะเป็นในลักษณะนี้
ให้ผมเดินจากบ้านออกไปที่หน้าปากซอย แล้วเดินเข้าไปที่ร้าน 7-11 เดินไปที่ชั้นวางของแถวที่สาม แล้วหยิบสินค้ายี่ห้อ X พอซื้อได้แล้ว ขากลับให้ผมขี่จักรยานกลับมาที่บ้าน

ที่ผมเล่ามาคือการเปรียบเปรย
นี่เป็นตัวอย่างของลูกพี่ที่ตีกรอบความคิดของลูกน้อง
การเป็นลูกพี่ที่มีคุณภาพคือ กำหนดเฉพาะเป้าหมายว่าต้องการอะไร แล้วให้ทีมงานมีอิสระในการทำงาน
ถ้าเป้าหมายคือสินค้ายี่ห้อ X ทีมงานจะใช้วิธีเดิน ขี่จักรยานหรือขับรถไป จะไปซื้อที่ร้าน 7-11 หรือร้านไหน ก็ต้องแล้วแต่เขา ไม่ต้องสั่งงานแบบกำหนดวิธีการทำงานลงไปด้วย เพราะคนทำงานคือตัวลูกน้องไม่ใช่ลูกพี่
มอบเป้าหมาย ให้อิสระ แล้ววัดกันที่ผลลัพธ์

นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะพัฒนาความสามารถในการทำงานของทีมงาน
จะทำอย่างนี้ได้ ลูกน้องกับลูกพี่ต้องเป็นมนุษย์พันธุ์เดียวกัน ในช่วงหลังของชีวิตผม ผมถึงให้ความสำคัญกับการคัดเลือกทีมงาน เลือกคนที่ใช่ แล้วให้อิสระเขาเต็มที่ ด้วยวิธีการทำงานแบบแกะดำทำให้การทำงานเหมือนกับไม่ได้ทำงาน เพราะคนทำงานมีความสุขกับสิ่งที่ทำ

3. ในช่วงทุกปลายปีตอนผมยังเป็นมนุษย์เงินเดือนผมจะมีความอึดอัด เพราะเป็นช่วงประเมินผลงาน
และผมยังจำได้ถึงทุกวันนี้ว่าการประเมินผลงานมีรูปแบบเป็นอย่างไร
ลูกพี่จะเริ่มต้นด้วยการเล่าเรื่องว่า ผมมีจุดแข็งในเรื่องงานอย่างไร พอปูพื้นมาได้ที่แล้ว
ลูกพี่จะเข้าเรื่องว่าอะไรคือมุมมืดของผม อะไรเป็นจุดอ่อนที่ผมต้องปรับปรุง
ผมไม่เห็นด้วยกับวิธีการแบบนี้
นี่เป็นการประเมินผลงานโดยใช้ Standard template ว่าพนักงานต้องมีคุณสมบัติอย่างไร
ถ้าทำอย่างนี้ พนักงานทุกคนจะมีคุณสมบัติเหมือนกันหมด

ตอนที่ผมได้ฟังความเห็นของตัวลูกพี่ ผมจะนึกอยู่ในใจว่า พวกลูกพี่นี่ไม่ค่อยยุติธรรมเลย
ถ้าคุณได้จุดแข็งของผมไป คุณต้องยินดีรับจุดอ่อนของผมด้วย

ที่มา: คิดสวนทาง
โดย: ประเสริฐ เอี่ยมรุ่งโรจน์

หวังว่า.. เรื่องราวนี้จะถูกใจผู้ที่บังเอิญผ่านมาอ่าน ทุกท่านนะคะ ^^

คำตอบจาก.. พ่อ

การป่วยครั้งล่าสุดทำให้ได้รู้อะไรหลายอย่าง
และที่แน่ๆ คือได้รู้ความคิดของ.. พ่อ

ที่ผ่านมา.. ด้วยเพราะเรียน มันทำให้ข้าพเจ้าต้องมาอยู่ไกลบ้าน จากที่เคยเจอหน้าพ่อกับแม่ทุกวัน กลายเป็นเดือนละครั้ง ถึงแม้หลังเรียนจบจะพยายามกลับบ้านบ่อยขึ้น ถึงแม้ขณะนี้จะพยายามกลับบ้านเกือบทุกสัปดาห์ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความห่างเมื่อครั้งจากบ้านมาเรียนแรกๆ สั้นลงเท่าไรนัก ด้วยเพราะพ่อเองก็ทำงานตลอดทั้งสัปดาห์ สัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่า ไม่เคยหยุด ยังเคยพูดหยอกพ่อเล่นเลยว่า”ทำงานจนไม่มีเวลาให้หนูแล้วเนี่ย” นั่นเองที่ทำให้เราสองคนพ่อลูกไม่เคยได้คุยกันแบบเจาะลึกลงรายละเอียดชีวิตกันสักเท่าไร..

“ต่อให้พ่อกลับกลับไปเรียนไม่ทัน ต่อให้พ่อไม่มีเวลาอ่านหนังสือสอบ อย่างมากก็แค่มาเรียนเอาใหม่ สอบใหม่ หรือต่อให้พ่อต้องขาดงานจริงๆ สุดท้ายก็ยังพอหาคนมาทำหน้าที่แทนพ่อไปก่อนจนได้ แต่ถ้าหนูเกิดเป็นอะไรขึ้นมา พ่อหาลูกสาวที่ไหนมาแทนหนูไม่ได้ หนูคือแก้วตาดวงใจของพ่อกับแม่นะลูก” นี่เป็นคำตอบจากพ่อ เมื่อข้าพเจ้าถามพ่อว่า.. “พ่อจ๋า ถ้าวันนี้พ่อไม่กลับประจวบฯ ไม่เป็นไรเหรอ??”

น้ำตาไหล..

รักพ่อกับแม่เหลือเกิน

*********************************************

ถ้ามองผิวเผินข้าพเจ้าก็ไม่ต่างจากคนปกติทั่วไป
ซึ่งในภาวะปกติข้าพเจ้าก็มิได้ต่างจากคนทั่วไปเลยจริงๆ สามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนอื่นๆ
หากแต่เมื่อไม่สบาย เมื่อมีไข้ เมื่อพักผ่อนไม่พอ เมื่อร่างกายไม่แข็งแรง ข้าพเจ้าจะกลายเป็นทรุดหนักกว่าคนปกติทันที
นั่นเพราะเม็ดเลือดแดงของข้าพเจ้านั้นเปราะ ความเข้มข้นเลือดอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าคนปกติ
หากอุณหภูมิในร่างกายสูงเกินไป เม็ดเลือดเหล่านั้นจะค่อยๆแตก และจะแตกไปเรื่อยๆๆๆๆๆ ถ้าปล่อยไว้อย่างนั้นจะเกิดภาวะช็อก และอาจหมดสติไปในที่สุด
หรือหากร่างกายอ่อนแอ พักผ่อนไม่เพียงพอก็อาจทำให้ร่างกายข้าพเจ้าทรุดลงไปได้อย่างดื้อๆเลย
ถึงแม้จะมีโฟลิคคอยช่วยอยู่ก้อตาม..
พ่อกับแม่เคยเห็นคาตา จนทุกวันนี้ก็ยังคงทำให้พวกท่านวิตกเกินกว่าเหตุในบางครั้งเลยทีเดียว

แทบจะทุกครั้งที่ป่วยข้าพเจ้าเลือกที่จะไม่บอกคนทางบ้าน ไม่กลับไปบ้านให้คนทางบ้านต้องเห็นและเป็นกังวล
นอกจากแน่ใจแล้วจริงๆ ว่าคราวนี้หนักแน่ๆ
ถึงจะพยายามพาซากกลับไปให้แม่ดูแล (แอบอ้อนด้วยนิดหน่อย) :P

***********************************************

กับการป่วยคราวนี้..
หนูพูดอะไรไม่ออก นอกจากบอกว่า.. ขอบคุณค่ะ ขอบคุณทุกคนมากจิงๆ (-^_^-)

สำหรับในชีวิตการทำงาน.. ที่ทำมาก็หลายปี
เพิ่งเคยสัมผัสการประชุมสรุปยอดขายประจำไตรมาส >> โหดมาก!!
ครั้งแรกกับความรู้สึกกดดันที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง
ความรู้สึกทุกอย่างที่เป็นด้านลบโจมตีอยู่ตลอดเวลา
แถมด้วยรางวัลแพะ!!! รับกรรมแทนผู้กระทำจริงอีก หน้าร้อนผ่าวจนชา งานนี้แย่จนกู่ไม่กลับ
แย่จนแทบประชุมต่อช่วงบ่ายไม่ไหว แต่ก็สู้จนนาทีสุดท้าย
เกือบทุ่มจึงได้ก้าวเท้าออกจากห้องประชุม จมอยู่กับความเงียบ
แบกความล้ากลับบ้าน
หากเลือกได้ก็อยากให้มีใครสักอยู่ข้างๆ อยากบอกเล่าให้ใครสักคนได้ฟัง
แต่ก็ไม่มีเสียงใดๆหลุดลอดออกมาให้ใครได้ยิน
เสียงเดียวที่พอจะมี คงเป็นเสียงถอนหายใจลึกๆ เฮือกแล้วเฮือกเล่า
จนกำแพงน้ำตาพังทลายลงด้วยความท้อใจ
และหลับไปในที่สุด
ฉันรู้ว่าสักวันความรู้สึกฉันต้องดีขึ้น
แค่ฉัน.. ไม่รู้ว่ามันคือเมื่อไหร่ เท่านั้นเอง

ล้า..

“อาชีพการงานที่สุจริตไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใดก็ไม่เคยทำให้ใครต้องเป็นคนที่น่าดูถูก
แต่หากจะมีใครสักคนที่สมควรได้รับการดูถูกก็คงจะเป็นเพราะ.. จิตใจและการกระทำที่แย่ของคนผู้นั้น ต่างหาก”

ตั้งแต่จำความได้จนเรียนจบปริญญา
อาชีพที่ไม่เคยแล และบอกตัวเองว่าจะเป็นอาชีพสุดท้ายที่เลือกทำ ก็คือการเป็นพนักงานขาย
ที่ไหนได้กลับกลายเป็นอาชีพที่สองที่เลือกทำ ด้วยความคิดที่ว่า.. ลองดู!!!
ผ่านมาปีกว่ากับคำว่า Sales Engineer จนถึงปัจจุบัน
สารภาพตามตรงว่า.. หลงรัก

ข้าพเจ้าโชคดีที่ได้เริ่มทำงานในตำแหน่งนี้ที่บริษัทแห่งหนึ่ง
และโชคดีมากที่ได้ทำงานในแผนกที่มีชื่อว่า Engineering Products
ที่หัวหน้าปลูกฝังให้มีทัศนคติที่ว่า
“หน้าที่ของแผนกเราคือเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นและทำงานร่วมกันกับลูกค้า
ให้พวกเค้าเหล่านั้นทำงานง่ายขึ้น”

ข้าพเจ้าจึงคิดและปฎิบัติแบบนี้มาโดยตลอด
แค่เพียงลูกค้าโทรมาแจ้งว่าเกิดปัญหา หรือเลือกอุปกรณ์ไม่ได้
หรือไม่มีไอเดียในการออกแบบงาน ข้าพเจ้าก็พร้อมเข้าไปดูหน้างานให้เสมอ
หรือหากกรณีลูกค้าต้องการใช้สินค้าด่วนมาก ถ้ารอรถของบริษัทขนส่งก็คงจะอีกหลายวัน
ซึ่งไม่ทันการ ข้าพเจ้าก็จะรีบไปส่งให้ด้วยตัวเอง
บางครั้งพี่ในบริษัทยังแซวเลยว่า “ค่าน้ำมันที่วิ่งไปหาลูกค้า ยังมากกว่าค่าคอมมิชชั่นที่จะได้อีกนะ”

ถึงวันนี้..จะย้ายมาทำงานตำแหน่งนี้ในอีกบริษัทหนึ่งแล้วก็ตาม
แต่ข้าพเจ้าก็ยังมีทัศนคติไม่ต่างจากเดิม
ยังคงเป็นคนที่เดือดร้อนไปทุกปัญหาของลูกค้าและไม่เคยทิ้งลูกค้าไว้กับปัญหาเพียงลำพัง
ยังคงเป็นคนที่ชอบขายสินค้าที่มีคุณภาพดีราคาที่เหมาะสม
ยังคงเป็นคนที่ไม่ยอมเอาความเป็นผู้หญิงมาใช้ เพื่อความได้เปรียบทางการค้า
ยังคงเป็นคนที่ตรงต่อเวลาเสมอ
และยังคงเป็นคนที่จะไม่รับปากหรือพูดมั่วเรื่อยไปหรือโกหกใครๆ เพื่อให้ตัวเองรอด

เหล่านี้คงเป็นอะไรที่ทำให้ข้าพเจ้ารักและภูมิใจในอาชีพของตัวเองมาตลอดปีกว่าที่ผ่านมา..

แต่ ณ ตอนนี้..
ข้าพเจ้ารู้สึก..ล้า มันรู้สึก..ล้าที่ใจ
คงเพราะคำว่า “เซลล์” ล่ะมั้ง จึงมักถูกคนภายนอกตราหน้าว่าเป็นคนที่เชื่อถือไม่ได้
ถูกลูกค้ายัดเยียดคำว่าไม่จริงใจมาให้ว่าเป็นนิสัย ทั้งๆที่ไม่ใช่ และไม่เคยฝันอยากเป็นคนแบบนั้น
ถูกมองเป็นเหมือน เหลือบ ไร ที่หวังแต่จะมาขายของเท่านั้น

รู้สึกแย่นะที่ไม่อาจสื่อสารให้คนอื่นรับรู้ได้ว่าข้าพเจ้ารู้สึกเดือดร้อนไปกับทุกปัญหางานของพวกเค้า
ไม่อาจทำให้เค้ารับรู้ได้ว่าข้าพเจ้าอยากช่วยแก้ไขในทุกปัญหาของเค้าอย่างจริงจังและตั้งใจ

สิ่งที่ได้รับกลับมาไม่ใช่คำขอบคุณ
หากแต่คือการโดนดูถูกจากคนที่อยู่ในแผนกใครๆเรียกว่า จัดซื้อ
ด้วยคำพูดและน้ำเสียงที่ทำให้น้ำตาไหล
นี่คือผลตอบแทนความหวังดีและความจริงใจที่เซลล์คนนึงควรได้รับกลับมา จริงๆหรือ??

ถ้าเพียงแค่เค้าเหล่านั้นจะเห็นว่าเรากับเค้าเท่ากัน
ข้าพเจ้าก็คงไม่ต้องรับคำพูดและการกระทำที่.. ข้าพเจ้าไม่เคยคิดว่าจะปฎิบัติเยี่ยงนี้กับใคร

คำตอบ

หลายปีที่ผ่านมา.. ฉันได้เรียนรู้อะไรมากมายหลายอย่าง หลายอย่างที่ทุกข์ ที่หนัก
ความคาดหวังต่อตัวเอง ความคาดหวังจากคนอื่น ความคาดหวังต่อผู้อื่น
ก่อนหน้านี้ฉันเลือกสะสมทั้้งหมดไว้จนมันกลายเป็นก้อนหินก้อนใหญ่ ที่นับวันจะมีขนาดใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
และแบกมันไว้จนมือเริ่มสั่น ถึงได้เริ่มถามตัวเองว่า.. นี่ฉันกำลังทำอะไรอยู่??

จากนั้น.. ฉันปล่อยทุกอย่างลง โครม!!
น้อยอย่างเหมือนเดิม บางอย่างชำรุด และส่วนมากพัง
นี่ฉันคงวางแรงและเร็วเกินไปสินะ

ทุกวันนี้.. หลายคนถามว่า “อะไรหรือสิ่งใดทำให้ฉันเป็นคนแบบนี้ เป็นคนที่สดใส เป็นคนที่ดูมีชีวิตชีวาอยู่เสมอ เป็นคนที่มีกำลังใจให้ตัวเองตลอดเวลา เป็นคนที่ล้มได้ลุกเป็น และไม่เคยกลัวถ้าจะต้องล้มอีก เป็นแบบนี้มาตลอดหรือเพิ่งกลายเป็นคนแบบนี้”
จะว่าตอบยากก็ยาก จะว่าตอบง่ายก็ไม่ง่ายเท่าไหร่
ได้ยินคำถามมาตั้งนาน แต่เพิ่งจะเรียบเรียงคำตอบได้ก็วันนี้

ที่จำความได้ฉันอาจไม่ได้เป็นคนแบบนี้มาตั้งแต่ต้นหรอก แต่คงให้ภาพจากคนรอบข้าง เหตุการณ์เรื่องราวต่างๆ ค่อยๆ สอน และปรับตัวเองมาเรื่อยๆ จนมาถึงปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็นการปรับครั้งใหญ่
ปรับ ให้ตัวเองเป็นคนที่ไม่ยึดติดกับอะไรหรือใคร
ปรับ ให้ตัวเองมองโลกในแง่ดีมากขึ้นกว่าเดิม
ปรับ ให้ตัวเองคิดแทนคนอื่นน้อยลง ให้คิดต่อไปเองน้อยลง
ปรับ ให้สมองได้หยุดพักจากความคิดเรื่อยเปื่อยบ้าง
ปรับ ให้ตัวเองมีกิจกรรมสันทนาการตัวเองมากขึ้้น
ปรับ ให้ตัวเองมีความสุขจากเรื่องง่ายๆ รอบตัว ง่ายขึ้น
ปรับ ให้ตัวเองอยู่กับอะไรที่เป็นปัจจุบันมากที่สุด
ปรับ ให้ตัวเองได้มีโอกาสเป็นผู้ให้ ในทุกครั้งที่เหมาะสม ที่มีโอกาส
ปรับ ให้ตัวเองเป็นคนที่พร้อมจะให้อภัยแก่ทุกคนในทุกๆเรื่องเสมอ
ด้วยเชื่อว่า.. หากเราเริ่มจากการให้ ถึงแม้เราจะไม่ได้รับอะไรจากใคร แต่มันก็ทำให้เราสุขใจได้เสมอ

“หากวันนี้.. น้ำในตาฉันมันเอ่อ ฉันก็จะปล่อยให้มันไหลออกมา ให้มันได้ไหลพาความโศกออกมาจากใจซะบ้าง ไม่ใช่ไหลพาความเศร้ากลับเข้าไปเก็บอยู่ข้างในอีกเหมือนเช่นที่ผ่านมา..

หากวันนี้.. เรื่องราวบางเรื่องทำให้ฉันรู้สึกหนัก ฉันก็จะค่อยๆ พยายามวางมันลงอย่างช้าๆ ให้บ่าไหล่ได้พัก ให้สมองได้ผ่อนคลาย ไม่ถือไว้ให้ใจล้า ไม่เก็บสะสมไว้จนเลยเถิดพาให้อารมณ์หมอง เหมือนเช่นเคย..”

มาถึงตอนนี้.. ฉันเลือกที่จะไม่หลอกตัวเอง ทุกข์ก็ร้องไห้ออกมา หนักก็วางลง
หยุดพัก เริ่มใหม่ และไปต่อ อย่างไม่เคยกลัว

และฉันบอกตัวเองเสมอในปีที่ผ่านมาว่า.. ฉันจะเป็นคนที่โชคดี
นี่ล่ะมั้ง เหตุผลหลักที่ทำให้ฉันกลายเป็นคนแบบเช่นทุกวันนี้ (-^_^-)

จดหมายที่ไม่เคยถึงมือผู้รับ

 

” สำหรับข้าพเจ้า สิ่งที่ดีที่สุดของการเขียนจดหมายถึงใครสักคน..

ไม่ใช่การที่ผู้ที่เราเขียนถึงได้อ่าน แต่มันคือ.. การที่เราได้เขียน “

จดหมายหลายฉบับที่เคยเขียนไว้ในอดีต.. จนถึงวันนี้ผู้คนที่ข้าพเจ้าเขียนถึงไม่เคยได้มีโอกาสเป็นผู้รับ

ข้าพเจ้าเลยไม่เคยได้รู้ว่าผู้คนเหล่านั้นจะรู้สึกอย่างไรหากได้อ่าน

รู้แค่เพียงว่า..

ผู้เขียนอย่างข้าพเจ้ารู้สึกดีทุกครั้งที่ได้มีโอกาสย้อนกลับไปอ่านเนื้อความในจดหมายเหล่านั้น (^_^)

 

หนทาง..

คิดอย่างไรกับคำกล่าวนี้..

”  อยากรู้ทางข้างหน้า ต้องถามคนที่เคยเดิน “

ส่วนตัวแล้วข้าพเจ้าเห็นด้วย หาก..

ทางที่ว่านั้นหมายถึงถนนหนทางที่ใช้สัญจรไปมา ที่อาจเป็นแค่ทางเดินเล็กๆ ต้องแทรกตัวไปตามพงหญ้า

เป็นทางลูกรังขรุขระเดินลำบาก หรือเป็นถนนลาดยางอย่างดี

ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เราสามารถสอบถามจากคนที่เคยเดินผ่านมาแล้วได้

แต่หากอยากรู้องค์ประกอบทั้งหมดของทางเส้นนั้นว่าสวยงามหรือเลวร้ายมากแค่ไหน สองข้างทางของทางเส้นนั้นเป็นอย่างไร

หรือมีอะไรที่รอให้เราไปพบเจอในระหว่างการเดินทางบนทางเส้นนั้น อยู่บ้าง

เราจะไม่มีทางรู้ได้เลย

หากเราไม่ได้เดินก้าวไปด้วยขาและเท้าของเราเอง…

สำหรับข้าพเจ้าแล้ว.. ทุกครั้งที่เราออกเดินทางไม่ว่าจะเป็นทางเส้นใด

ทุกอย่างจะถูกเก็บไว้ในรูปของ.. ประสบการณ์และความทรงจำ

by Putahraz

คุณเชื่อมั้ย??

 

ตลอดมา… เวลาที่ฉันรักใครสักคน

หลายคนอาจมองความรักของฉันที่มีต่อคนที่ฉันรักว่า .. โง่

แต่คุนเชื่อมั้ยว่า ฉันไม่ได้คิดอะไรมากมาย

ฉันรัก เพราะฉันรู้สึกมีความสุขที่ได้รัก

หลายคนอาจมองสิ่งที่ฉันเชื่อว่า.. งมงาย

แต่คุนเชื่อมั้ยว่า ฉันไม่ยอมรับ

ฉันเลือกที่จะเชื่อด้วยความรู้สึกลึกๆ ที่บอกว่าควรเชื่อ และมันเป็นด้านบวก

มันก็ยากที่จะอธิบายนะว่าทำไม??

คงเป็นเพราะฉันมีความศรัทธาในตัวคนที่ฉันรัก ล่ะมั้ง

หลายคนอาจมองว่าการกระทำของฉันที่มีต่อคนที่รัก มันทำให้ฉันกลายของตาย ดูไร้ค่า

แต่คุนเชื่อมั้ยว่า ฉันไม่ได้คิดอะไรซับซ้อนขนาดนั้น

ฉันแค่ทำทุกอย่างตามความรู้สึกที่มี และแสดงออกมาอย่างชัดเจน

และเพราะฉันรู้มาตลอดว่าตัวฉันมีค่า หากใครจะมองไม่เห็น ฉันคิดว่ามันก็แค่เท่าทุน

สุดท้าย…

เพราะมันเป็นความรักของฉัน ของผู้หญิงคนหนึ่งที่ยังคงเชื่อในความรักว่าเป็นสิ่งที่ดี

ฉันยิ้มได้กว้างขึ้นเพราะมีความรัก แต่ก็ใช่ว่าจะยิ้มไม่ได้ถ้าไม่มีนี่นา

ฉันเลยไม่เคยคิดว่าถูกความรักทำร้าย

ที่เคยเสียใจ เคยร้องไห้ นั่นก็เพราะความคิดตัวเองทั้งนั้น

คุณเชื่อมั้ยว่า.. ทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันทำ ไม่เคยมีแบบแผน ไม่เคยมีเงื่อนไข

ใช้ใจนำทาง และทำตามความรู้สึกล้วนๆ

นี่ล่ะมั้ง ที่มาของน้ำตาที่แท้จริง

และวันนึงที่ฉันมีโอกาสได้รัก ฉันก็จะยังเป็นแบบนี้เรื่อยไป ^^

ฟ้าแกล้งกันใช่มั้ย??

วันนี้ 23/08/11

สองวันก่อนหน้านี้.. อยู่ๆ ก็มีบางประโยคจากเพลงเพลงนึงโผล่เข้ามาในความคิดให้ร้องตาม..

แต่ก็นึกไม่ออกว่าเพลงชื่ออะไร เนื้อหาเป็นไง เลยทำให้ต้องพึ่งทั้ง Google และ Youtube

เชื่อมั้ย?? พอได้ฟัง.. น้ำตาไหล ความรู้สึกของฉันคือเพลงนี้เลย

ฟ้าแกล้งกันใช่มั้ย ฟ้าจงใจใช่มั้ย ที่ทำให้ฉัน ได้แต่ร้องไห้อย่างนี้

เรื่องราวก็เดิมๆ เหมือนเดิมอยู่ทุกที ก็คือวันนี้ ฉันไปรักคนที่ไม่รักกัน

รักคนที่ไม่รัก สนคนที่ไม่สน กี่ทีกี่หน เขากลับไม่เคยใส่ใจ

หรือเป็นเพราะฉันเอง ไม่มีสิทธิ์รักใคร ทุ่มเทแค่ไหน สุดท้ายลงเอยด้วยน้ำตา

เจ็บแบบซ้ำๆ จบแบบช้ำๆ เรื่องราวก็ซ้ำ ตรงคำว่าเสียใจ

เมื่อไหร่ความรัก  จะหยุดทำลายหัวใจ ไม่รู้ทำไม จะเจ็บช้ำเท่าไหร ไม่เคยจำ

ขอแค่เพียงซักครั้ง

ขอแค่เพียงหนึ่งคน ที่ไม่ทำร้าย ให้เจ็บปวดใจอย่างนี้

ขอเพียงแค่คนเดียว รักฉันจริงซักที

ให้คนๆนี้ ไม่ต้องลงเอยด้วยน้ำตา

**************************************************************************************

ฉันไม่เคยหวังว่าจะเจอคนที่พร้อมในทุกๆ อย่าง เพราะชีวิตฉันไม่ได้ลำบากอะไร

แค่หวังว่าวันนึงจะมีคนที่พร้อมจะรักฉัน พร้อมจะดูแลความรู้สึกกัน

และพร้อมจะเดินประคองกันไป เท่านั้นเอง

หลายปีที่ผ่านมา ฉันไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองสมหวังในความรักเลยสักครั้ง

คิดไปคิดมาจนคิดได้ว่ามันเป็นความผิดฉันเอง ที่มักจะทำอะไรตามความรู้สึกเสมอ

และต้องโทษตัวเองที่ไม่สามารถทำให้ใครรักได้จิงๆ

คนที่ฉันไปรัก ฉันไม่เคยมั่นใจเลยว่าเค้าชอบฉัน

ส่วนคนอื่นๆ ที่เข้ามาจีบ ก็ตั้งใจเข้ามาหลอกกัน

หรือว่าคนอย่างฉัน… เป็นคนที่ไม่สมควรได้รับการดูแลจากใครเลยสักคน

xxx

คิดยังไง ก็จะรู้สึกแบบนั้น จริงๆ หรือ???

คิดว่าป่วย ก็จะรู้สึกว่าป่วย

คิดว่าแย่ ก็จะรู้สึกแย่

คิดว่าไหว ก็จะรู้สึกว่ามีแรงลุกขึ้นสู้

เป็นแบบนั้น จริงๆ หรือ???

ทั้งๆ ที่ตอนนี้พยายามคิดว่ามันไม่หนักอะไร แต่ทำไมกลับรู้สึกว่าอึดอัดจนหายใจไม่ได้ล่ะ???

ที่ที่ฉันกำลังยืนอยู่ ไม่ใช่ที่ที่ฉันอยากอยู่ในตอนนี้

แต่ไม่ว่าจะหันไปทางไหน ก็รู้สึกว่า.. ทางที่จะไปมันจะเป็นทางตันในที่สุด

ถ้าใช้สมอง ใช้เหตุผลในการไตร่ตรอง ผลลัพธ์ของฉันคงไม่แตกต่างจากคนอื่น

ที่ต่างคงจะเป็นมุมมองที่มีต่อ xxx  ซึ่งเป็นอะไรสักอย่างที่ฉันรู้ว่าฉันมีมันมาโดยตลอด

***************************************************************************

รู้ว่าทางไหนเป็นทางที่ควรเลือก

แต่ถ้าเลือก ความภูมิใจในตัวเองที่มีอยู่คงค่อยๆ หายไป

และคงจะหมดลงในสักวัน

ฉันไม่รู้ว่าจะเรียก xxx นี้ว่าอะไร

รู้แค่ว่า.. ฉันไม่สามารถยอมรับตัวเองได้ ถ้าฉันเลือกทำในสิ่งที่ขัดแย้งกับมัน

แล้วฉันควรทำยังไง??

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.